ค้นหาบล็อกนี้

12 พฤษภาคม 2553

เครื่องบินตกที่ลิเบียมีผู้เสียชีวิต 103 คนเด็กรอด







เกิดเหตุเครื่องบิน พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 104 คน ตกขณะลงจอดที่สนามบินในลิเบีย ยังไม่ทราบชะตากรรมคนบนเครื่อง ลิเบียยืนยันเหตุเครื่องบินตกมีผู้เสียชีวิต103คนเด็กรอด

เกิดเหตุสายการบิน แอฟริกิยาห์ แอร์เวย์ส เที่ยวบินจากนครโยฮันเนสเบิร์ก ของแอฟริกาใต้ พร้อมผู้โดยสาร 104 คน ตกในระหว่างลงจอดที่สนามบิน ในกรุงทริโปลี ของลิเบีย เมื่อช่วงเช้าของวันนี้

ในเว็บไซท์ของสายการบิน แอฟริกิยาห์ แอร์เวย์ส ได้ประกาศว่า เที่ยวบินที่ 8U771 ว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ เกิดขึ้นขณะที่เครื่องบินลงจอด ที่สนามบินนานาชาติทริโปลี เมื่อเวลา06.00 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือราว 11.00 น. ตามเวลาในไทยของวันนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต แต่ยืนยันว่า มีผู้โดยสาร 93 คน และลูกเรืออีก 11 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างปฎิบัติการค้นหาและกู้ภัย

ลิเบียยืนยันเหตุเครื่องบินตกมีผู้เสียชีวิต103คนเด็กรอด

เจ้าหน้าที่ลิเบีย ยืนยันแล้วว่า อุบัติเหตุเครื่องบินของสายการบิน แอฟริเกียห์ แอร์เวย์ส เที่ยวบิน8U771 พร้อมผู้โดยสาร 104 คน ประสบเหตุตกขณะลงจอดที่สนามบินในกรุงทริโปลีของลิเบียช่วงเช้าวันนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 103 คน โดยมีผู้รอดชีวิตราวปาฏิหารย์เพียงคนเดียว คือ เด็กชายวัย 8 ปีจากเนเธอร์แลนด์ และได้รับการนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว ส่วนซากเครื่องบินแอร์บัสเอ 330 ลำนี้ตกอยู่ห่างจากรันเวย์เพียง 1 เมตร

สายการบินระบุว่า บนเครื่องบินมีลูกเรือ 11 คนซึ่งเป็นชาวลิเบียและมีผู้โดยสาร 93 คน ส่วนทางการอังกฤษบอกว่ากำลังตรวจสอบว่ามีชาวอังกฤษอยู่บนเที่ยวบินดังกล่าว ด้วยหรือไม่ และรัฐบาลเนเธอร์แลนด์บอกว่า มีพลเรือนชาวเนเธอร์แลนด์หลายคนบนเที่ยวบินนี้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกยังไม่สามารถทราบได้แน่ชัด เจ้าหน้าที่บอกว่าเกิดการระเบิดขณะลงจอดและเครื่องบินก็แตกเป็นชิ้นส่วน ขณะที่สภาพอากาศในช่วงเวลาเกิดเหตุนั้นปกติดี ทัศนวิสัยอยู่ที่ระยะ 4.8 กิโลเมตร มีเมฆกระจายในระดับความสูง 10,000 ฟิต และมีกระแสลมเบาๆที่พัดด้วยความเร็วแค่ 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่พบกล่องดำบันทึกข้อมูลการบิน ที่จะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับสาเหตุการตกได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุทางอากาศครั้งร้ายแรงที่สุด ของลิเบีย นับตั้งแต่เครื่องบินของสายการบินลิเบียน อาหรับ แอร์ไลน์ส ตกใกล้สนามบินในกรุงทริโปลี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 157 คนเมื่อเดือนธันวาคม 2535

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4681

หนุ่มจีนคลั่งอีก ไล่แทงนร. 6ขวบดับ6ราย

แม้ทางการจีนจะออกมาตรการคุมเข้ม แต่ยังเกิดเหตุคนร้ายไล่แทงเด็กนักเรียนอีก เที่ยวนี้เกิดที่โรงเรียนเมืองฮั่นจง มณฑลส่านซี จนทำให้เด็กนักเรียนอายุน้อยกว่า 6 ขวบ เสียชีวิตไป 6 คน ครูอีก 1 คนบาดเจ็บระนาว 20 ราย ส่วนคนร้ายชิงฆ่าตัวตายก่อนถูกจับ...

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่า เกิดเหตุสลดขึ้นอีกครั้งเมื่อคนร้ายนามสกุล “หวู” อายุประมาณ 40 ปี ถือมีดบุกเข้าทำร้ายเด็กและครูเสียชีวิตรวม 8 ราย ที่โรงเรียนเมืองฮั่นจง มณฑลส่านซี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีนมื่อเวลาประมาณ 08.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นวันที่ 12 พ.ค. หรือราว 07.00 น.ตามเวลาไทย

สำหรับ ผู้เสียชีวิต เป็นเด็กนักเรียน 6 คน คาดว่าอายุต่ำกว่า 6 ขวบ เสียชีวิต และครูอีก 1 คน รวมถึงตัวคนร้ายเอง 1 คน เนื่องจากชิงลงมือฆ่าตัวตายในที่เกิดเหตุก่อนตำรวจจะเข้าไปจับกุม นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกราว 20 ราย

ถือเป็นการก่อเหตุสลดใน โรงเรียนจีนครั้งที่ 5 ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน และเกิดขึ้นร่วม 10 ครั้งนับจากต้นปี แม้ว่าประธานาธิบดีเหวิน เจียเป่า และนายกรัฐมนตรีหู จิ่นเทา ได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลทั่วประเทศเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ตามโรงเรียนประถมและโรงเรียนอนุบาลต่างๆ อย่างเข้มงวด รวมถึงส่ังให้มีการติดกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยอย่างละเอียด ก็ยังไม่อาจป้องกันเหตุฆาตกรรมหมู่ครั้งล่าสุดได้ ขณะที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงที่เกิดเหตุระบุว่าคนร้ายเป็นเจ้าของบ้านที่ โรงเรียนอนุบาลใช้เป็นสถานที่ประกอบการ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4676

กทม.แดนสวรรค์ ยูเออีชอบ ติดอันดับ1เม.ย.53

www.irhal.com เว็บท่องเที่ยวใหญ่สุดตะวันออกกลาง เผยเม.ย.53สรุป10สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยูเออี กรุงเทพฯติดอันดับ1 ส่วนใหญ่มาเที่ยวและหาหมอ ข้อมูลระบุกลุ่มนี้จ่ายไม่อั้นและเที่ยวยกครอบครัว...

สำนักข่าวกัล ์ฟนิวส์ รายงานเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ว่า นักท่องเที่ยวชาวยูเออี หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่วนใหญ่มักชอบเดินทางไปเที่ยวประเทศไทย มากที่สุด รองลงมาก็เป็นเลบานอน, ตุรกี, อังกฤษ, อินเดีย, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ฮ่องกง, โมร็อกโก, มาเลเซีย และแอฟริกาใต้

โดยผลการสำรวจ ดังกล่าว มาจากบริษัทวิจัยข้อมูลทางการตลาดของยูเออี ซึ่งระบุว่า สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวยูเออีส่วนใหญ่ในช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาจะ เป็นเอเชียตะวันออกมากกว่าที่อื่น ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากเหตุภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศไอซ์แลนด์ด้วย

ซึ่งจากการสำรวจ นักท่องเที่ยวชาวยูเออีนิยมเดินทางไปอินเดีย, ไทย, โอมาน, อังกฤษ และฝรั่งเศส มากกว่า 1 แสนครั้ง ตามด้วย เลบานอน, ซีเรีย, เยอรมัน, อิตาลี และอียิปต์ 5 หมื่นถึง 1 แสนครั้ง เฉพาะเดือนเม.ย.53 เท่านั้น

นอกจากนี้ในส่วนของค่าใช้จ่ายจองนักท่องเที่ยวชาวยูเออี ที่ใช้ระหว่างเดินทางเที่ยวต่างประเทศตกปีละ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 210,000 ล้านบาท) โดยแยกเป็นการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเที่ยวแบบเยี่ยมญาติหรือเพื่อนอีก 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เออร์ฟัน อาหมัด ซีอีโอ www.irhal.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์การท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง กล่าวว่า เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทวิจัยข้อมูลทางการตลาดของยูเออี ได้สรุป 10 สถานที่ท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวยูเออีไว้ดังนี้ 1.กรุงเทพฯ, สิงคโปร์, ฮ่องกง, เซี่ยงไฮ้, กัวลาลัมเปอร์, เคปทาวน์, มาดริด, มอสโก, มุสคัต และโตเกียว

"เอเชียตะวันออกเป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยมในขณะ นี้ บางทีอาจเป็นเพราะสาเหตุภูเขาไฟปะทะพ่นเถ้าถ่านในไอซ์แลนด์คือสาเหตุให้นัก ท่องเที่ยวยูเออีหันมาเที่ยวเอเชียมากขึ้น โดยสถานที่ท่องเที่ยวอย่างดามัสคุสกับมุสคัต ซึ่งอยู่ใกล้ตะวันออกกลาง ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นด้วย" อาหมัด กล่าว

ขณะที่ ดินา อัล เฮราอิส รองประธานฝ่ายการดำเนินการพาณิชย์ของบริษัท เอมิเรตส์ ฮอลิเดย์ส เผยว่า ชาวยูเออีนิยมไปเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่ พวกเขาจะจองห้องพักหลายห้อง รวมทั้งขนสัมภาระเป็นถุงใหญ่ๆ เพราะใช้เวลานานในการเที่ยวแต่ละครั้ง ที่สำคัญจะมีงบประมาณในการท่องเที่ยวสูงมาก ประเภทจ่ายไม่อั้น และถ้าพวกเขาชื่นชอบสถานที่ใด ก็จะไปซ้ำๆ หลายรอบด้วยเช่นกัน

สำหรับ แหล่งท่องเที่ยวในย่านตะวันออกกลางที่นักท่องเที่ยวยูเออีชอบไปก็มี โอมาน, เลบานอน, อียิปต์, ซีเรีย และจอร์แดน ซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมด้วยกัน รวมทั้งไปเยี่ยมญาติและเพื่อนๆ นั่นเอง แถมยังไม่ต้องใช้วีซ่าด้วย

ส่วนย่านเอเชียตะวันออก นักท่องเที่ยวยูเออีชอบไปที่ประเทศไทยและมาเลเซีย โดยกลุ่มนี้มักเป็นพวกที่ต้องการไปรักษาสุขภาพ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งชอบไปอินเดียเพื่อศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์

ขณะที่ยุโรปก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยวยูเออี ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์, อิตาลี และตอนนี้ออสเตรีย กำลังจะเป็นอีกสถานที่ยอดนิยมไปแล้วเช่นกัน

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4671

"ริท"เคลียร์"เมย์"เอ่ยขอโทษ แจงรูปหลุด-ยืนยันไม่ใช่ตุ๊ดโอท็อป

"ตอนแรกริทเห็นพาดหัวข่าว ประมาณว่าริทเป็นตุ๊ด หรือแอ๊บแมน ก็รู้สึกว่าทำไมแรงจัง" "ริท"เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช เดอะสตาร์ 6 เผยถึงรูปหลุดที่ถูกเพื่อนผู้ชายหอมแก้ม จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์

จากนั้นก็กล่าวว่า "พอเห็นรูปปุ๊บก็ขำครับ มันเป็นรูปเพื่อนเราสมัยเรียนม.6 ตอนนั้นเป็นตอนปัจฉิม ประมาณว่าจะไม่ได้เจอกันแล้ว เพื่อนเขาก็ดึงมากอดดึงมาจุ๊บแล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายกันเล่นๆ"

เพื่อนเป็นผู้ชายแท้หรือเป็นเกย์ "เป็นเกย์ครับ เพราะถ้าเขาเป็นผู้ชายแท้คงไม่อยากจุ๊บริทหรอก(หัวเราะ) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะยังไงก็เพื่อน ไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีรูปนี้อยู่ในมือถือ หรือว่าเคยถ่าย จนมันหลุดออกมา แต่ริทก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร เพราะเป็นรูปที่มีที่มาที่ไปเป็นการถ่ายเล่นๆ กันครับ"

แต่คนนั้นไม่ได้เป็นแฟนเรา "ไม่ใช่ครับ ถ้าเป็นแฟนกันริทคงไม่มาจูบกันกลางโรงเรียน เพราะตรงนั้นเป็นกลางโดม เป็นตอนที่กำลังทำพิธีอยู่ มีคุณครูและเพื่อนๆ อยู่เต็มเลยครับ"

แล้วกรณีข่าวกับ "เมย์-พิชญ์นาฏ" เขาบอกว่าแฟนคลับเราด่าเขาค่อนข้างเยอะ "เรื่องนี้เท่าที่ทราบคือพี่เมย์ออกมาขอโทษผม ก่อนหน้าเห็นว่าพี่เมย์โดนแฟนคลับริทต่อว่า ก็คงเป็นเพราะแฟนคลับ ริทอยากปกป้องริทครับ"

"ริทว่ามันอาจเป็นการเข้าใจผิดครับ ส่วนตัวริทไม่โกรธ เพราะเขาเป็นคนที่ดูรายการ เท่าที่รู้พี่เมย์ก็เชียร์ริท ริทก็ขอบคุณที่ติดตามผลงาน พี่เมย์อาจจะพูดเล่น แต่ก็มีเสียใจเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร พี่เมย์ออกมาขอโทษก็โอเคครับ เคลียร์แล้ว น่าจะจบแล้ว"

มันมีข่าวอีกว่าริทจีบโตโน่ "เท่าที่ริทฟังมาตอนอยู่ในบ้านเดอะ สตาร์ จะมีภาพริทกับพี่โตโน่กอดกัน หรือหยอกกันเยอะ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าตอนอยู่ในบ้าน ริทมีปัญหาค่อนข้างบ่อย จะชอบเครียดหรือเศร้า พี่โตโน่เห็นก็จะมาปลอบ ให้กำลังใจ การปลอบใจของพี่โตโน่ก็คือการกอดครับ มันก็เลยมีภาพแบบนั้นออกไป ความจริงไม่มีอะไร เป็นพี่น้องกันจริงๆ ครับ"

ยืนยันเลยว่าไม่ได้เป็นตุ๊ดโอท็อป "ไม่ใช่ครับ ริทไม่ทราบเหมือนกันว่าตุ๊ดโอท็อปหมายความว่าอย่างไร(หัวเราะ) แต่ไม่ใช่ตุ๊ดโอท็อปแน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4669

วางบึ้มจยย.บอมบ์"นปพ."ระแงะสาหัส 3


โจรใต้วางระเบิด จยย.บอมบ์ นปพ.ระแงะ สาหัส 3 ขณะร่วมสมทบตรวจเหตุโจรใต้ยิงสถานียุทธศาสตร์ตันหยงลิมอ

(12พ.ค.) เวลา 07.30 น. ร.ต.อ.ศรเพชร ตันติอมรชัยกุล ร้อยเวร สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งคนร้ายจุดชนวนระเบิด รถ จยย.บอมบ์ดักสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เหตุเกิดบนถนนสายตอหลัง-ฮูลูปาเร๊ะ ช่วงบริเวณ ม.1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จึงพร้อมด้วย พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผบก.ภ.จ.นราธิวาส นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส พ.ต.อ.สุชาติ อัศวจินดารัตน์ ผกก.สภ.ระแงะ พ.ต.ต.เนติธร วัตตธรรม สว.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด นปพ.จ.นราธิวาส รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารจำนวนหนึ่ง รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

พบว่าบริเวณริมถนนห่างจากสะพานบ้านฮูลูปาเร๊ะ ประมาณ 20 เมตร มีกิ่งไม้ริมถนนหักโค่น และมีเศษซากชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้ในถังแก๊ส ปิกนิค หนัก 15 ก.ก. จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสาร ที่นำไปวางไว้บริเวณบริเวณพ่วงข้างของรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้า เวฟสีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน และกระเด็นไปตกอยู่ในสวนสับปะรด ซึ่งห่างจากริมถนน ประมาณ 50 เมตร

นอกจากนี้ยังมีรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า สีบรอนส์ ทะเบียน บก-8991 นราธิวาส ซึ่งจอดอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 80 เมตร ซึ่งมีสภาพถูกกสะเก็ดระเบิดได้รับความเสียหายที่บริเวณตัวถังด้านซ้ายทั้ง แถบ พร้อมด้วยกองเลือดจำนวนหนึ่ง ตกอยู่ที่กระบะบรรทุกหลัง เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อนตำรวจได้นำตัวส่งรักษาโรงพยาบาลระแงะไปก่อน แล้ว ซึ่งถูกสะเก็ดระเบิดตามบริเวณลำตัวทั้ง 3 นาย ประกอบด้วย 1.ด.ต.นิทัศน์ เพชรมณี 2.ส.ต.ท.พัชระ วงศ์ตั๋นหิ้น และ 3. ส.ต.ท.วรวุฒิ วันฤาชัย ซึ่งทั้ง 3 นายอาการสาหัส แพทย์ต้องส่งตัวรักษาต่อยังโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

จากการสอบสวน ร.ต.ท.พัฒนศักดิ์ เพียรงาม รอง ผบ.ร้อน นปพ.จ.นราธิวาส ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้นำกำลัง รวม 8 นาย นั่งรถยนต์กระบะเพื่อเข้าสนับสนุนตรวจสอบเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืน เอ็ม.79 ยิงถล่มใส่สถานียุทธศาสตร์ ต.ตันหยงมัส ในช่วงคืนที่ผ่านมา และขณะนั่งรถยนต์ผ่าน พบรถ จยย.3 ล้อแบบพ่วงข้างจอดอยู่ริมถนน และเมื่อเจ้าหน้าที่ขับผ่านคนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในละแวกจุดเกิดเหตุ ได้ใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดที่นำไปใส่ไว้ในรถ จยย. 3 ล้อแบบพ่วงข้าง และเสียงระเบิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 3 นายดังกล่าว

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4668

Sony อัพเดต Vaio P ลูกเล่นใหม่เพียบ

หลายคนคงจะจำกันได้สำหรับ Sony Vaio P เน็ตบุ๊กทีมีดีไซน์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะหน้าจอกว้าง 8 นิ้วที่ความละเอียด 1600 x 768 พิกเซล พร้อมด้วยขุมพลังโพรเซสเซอร์ Intel Atom ซึ่งในช่วงที่เปิดตัวได้รับการกล่าวขวัญจากสื่อไม่น้อยทีเดียว ล่าสุดทางโซนี่ได้อัพเดตเน็ตบุ๊กในซีรียส์ดังกล่าวอีกครั้ง เอาใจผู้ใช้ที่ต้องการเน็ตบุ๊กที่ตอบโจทย์ทั้งแฟชั่น และฟังก์ชัน

สำหรับการอัพเดตเน็ตบุ๊ก Vaio P Series ล่าสุด จุดแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ สีสันที่มีให้เลือกเพิ่มเติมได้หลากหลายขึ้นตามบุคลิก และสไตล์ของผู้บริโภค ซึ่งได้แก่ สีส้ม ชมพู และเขียว แถมยังเพิ่มทัชแพดแบบออปติคัลที่ด้านขวาของหน้าจอด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้มือเดียวในการทำงานกับเครื่องได้ แม้ในยามที่ถือมันเดินไปมา

ภายในเครื่องของ Sony Vaio P รุ่นใหม่ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้วย อย่างเช่น การติดตั้ง Accelerometer เซ็นเซอร์ตรวจจับการเปลียนแปลงตำแหน่งการวางตัว (ตรง เอียงซ้าย หรือเอียงขวา ฯลฯ) ของเครื่อง ระบบ GPS และ 3G WWAN ตามด้วยซีพียูที่เร็วขึ้นอย่าง Atom Z530 1.6GHz นอกจากนี้ มันยังได้รับการติดตั้งเซ็นเซอร์ ambient light ทีสามารถปรับแสงสว่างด้านหลังจอ (LED backlit) ให้เหมาะกับความสว่างขณะใช้งานภายใน หรือภายนอกสถานที่ได้โดยอัตโนมัติอีกด้วย



นอกจากคุณสมบัติข้างต้นแล้ว Sony Vaio P สเป็กอื่นๆ ก็จะมีหน่วยความจำ 2GB USB 2 พอร์ต และช่องใส่การ์ดหน่วยความจำ SD และ Memory Stick Duo พร้อมด้วย Webcam และแบตเตอรี่ทีใช้งานได้นานต่อเนื่องประมาณ 4 ชม. (เพิ่มแบตฯเป็น 7 ชม.) น้ำหนักเครื่องแค่ 600 กรัมเท่านั้น (เบากว่า iPad ที่หนัก 680 กรัม) สนนราคาเริ่มต้นที่ 799 เหรียญฯ หรือประมาณ 26,000 บาท

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4667

กิเลนดับรายยาน ชนะโทษ4-2 เข้า8ทีมเอเอฟซีคัพ

"กิเลนผยอง" เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ผงาดผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกเอเอฟซี คัพ หลังฟอร์มเยี่ยมบุกเอาชนะ อัล รายยาน ถึงกาตาร์ ในช่วงดวลจุดโทษ 4-2 จากที่เสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 "เสี่ยเป้" คุยเป็นบทพิสูจน์ในการก้าวขึ้นมาเป็นยอดทีมของเอเชียอย่างแท้จริง...

ศึกลูกหนังเอเอฟซี คัพ 2010 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่สนามอัลรายยาน สเตเดี้ยม กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เป็นการพบกันระหว่าง อัล รายยาน ทีมดังจากประเทศกาตาร์ เปิดบ้านรับทีม "กิเลนผยอง" เมืองทองฯ ยูไนเต็ดจากประเทศไทย เกมนี้เตะกันแบบ “น็อคเอาท์” แพ้ตกรอบไปเลย

เกมครึ่งแรกเป็นทางฝั่ง เมืองทองฯ ที่สามารถเซ็ตบอลอย่างเป็นระบบและมีลุ้นทำประตูได้มากกว่า จนกระทั่ง น.10 ทีม กิเลนผยอง ก็ออกนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ ธีรศิลป์ แดงดา หลุดขึ้นมาทางฝั่งซ้ายพร้อมกับจัดการตะบันเต็มแข้งให้เหล่าสาวก กิเลนผยอง ช็อคเจ้าถิ่นได้สำเร็จ แต่ น.39 เมืองทองฯ ก็ต้องมาเสียจุดโทษจากจังหวะที่ เจษฎา จิตสวัสดิ์ ปราการหลังกัปตันทีมไปเกี่ยวแนวรุกเจ้าถิ่นในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าเป็นลูกจุดโทษทันที และเป็น อฟองโซ่ อัลเวส ศูนย์หน้าชาวบราซิลจัดการสังหารเข้าไป ทำให้ครึ่งเวลาแรกทั้งสองทีมเสมอกันอยู่ที่ 1-1

ครึ่งหลังทั้งสอง ทีมลุยแลกหมัดกันอย่างสูสี และมีจังหวะหวาดเสียวหลายครั้งแต่ก็ยังทำประตูกันไม่ได้ จบเกม 90 นาที ทั้งสองทีมเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที ซึ่งทั้งคู่ก็ยังยิงกันไม่ได้อีกจึงต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ และเป็น เมืองทองฯ ที่ซัลโวแม่นกว่าเอาชนะไปได้ 4-2 รวมในเวลาทีมกิเลนผยองเป็นฝ่ายกำชัยด้วยกสอร์ 5-3 ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้อย่างพลิกความคาดหมาย

หลังจบเกม “เสี่ยเป้” รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้จัดการทั่วไปทีม เมืองทองฯ ยูไนเต็ด กล่าวด้วยอารมณ์ดีใจสุดขีดว่า นี่คือบทพิสูจน์ของทีม เมืองทองฯ ที่จะก้าวข้ามไปสู่การเป็นยอดทีมเอเชียอย่างแท้จริง ต้องชมเชยนักเตะทุกคนที่สู้ถวายหัวเล่นได้ตามแผนที่โค้ชวางไว้ ทั้งที่เราต้องต่อสู้กับทั้งเรื่องผู้ตัดสิน และแฟนบอล มาอย่างหนัก

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4666

"คาเมรอน" นั่งนายกฯอังกฤษคนใหม่

เดวิด คาเมรอน เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ หลังกอร์ดอน บราวน์ยอมลาออก ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ผู้นำโลกคนแรกที่โทรศัพท์แสดงความยินดีต่อผู้นำคนใหม่ของอังกฤษ

(12พ.ค.) เดวิด คาเมรอน นักการเมืองคนรุ่นใหม่ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษแล้วเมื่อวานหลังนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง ถือเป็นการปิดฉากการปกครองประเทศที่ยาวนาน 13 ปีของพรรคแรงงาน

คาเมรอน ผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมวัย 43 ปีกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของอังกฤษในรอบเกือบ 200 ปีแล้ว หลังสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงรับหนังสือลาออกของนายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์เมื่อเย็นวาน และในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงถัดมาได้ทรงแต่งตั้งให้คาเมรอนเป็นผู้นำรัฐบาลคน ใหม่ ทำให้สิ้นสุดช่วงเวลาแห่งการรอคอยและความสับสนว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังผลการเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีที่แล้วไม่มีพรรคใดชนะเด็ดขาดได้เสียงเกิน กว่ากึ่งหนึ่ง ทำให้ทั้งพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรคแรงงานต่างชิงชัยกันเจรจาดึงพรรคเสรี ประชาธิปไตยของนายนิค เคลก เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม

คาเมรอน กล่าวครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีที่หน้าบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิ่งซึ่งเป็นทำเนียบรัฐบาลและบ้านพักประจำตำแหน่ง โดยให้สัญญาว่าเขาจะสร้างสังคมที่ผู้คนจะไม่แค่ถามว่าฉันมีตำแหน่งอะไร แต่จะถามว่าฉันมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร และจะไม่ถามว่า มีอะไรบ้างที่ฉันควรได้รับ แต่จะถามว่าฉันจะให้อะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นการสะท้อนคำพูดอมตะของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี้ของสหรัฐที่ปลุกเร้าจิตสำนึกต่อหน้าที่ในฐานะพลเมืองของคนอเมริกัน ว่า จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตนเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง

ก่อนหน้านั้นบราวน์ วัย 59 ปี ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งที่หน้าบ้านเลขที่ 10 และบอกว่า การลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคแรงงานที่เขาได้ประกาศไว้ว่าจะมีผลในเดือน กันยายน ก็จะมีผลในทันที เขาบอกด้วยว่าตัวเองรักงานที่ทำไม่ใช่เพียงเพราะเป็นงานที่มีเกียรติ และเขาจะกลับไปทำงานแรกในชีวิต คือ การเป็นสามีและพ่อ หลังจากนั้นเขาได้ขับรถพาภรรยาและลูกชายเล็กๆสองคนไปยังพระราชวังบักกิ้งแฮม เพื่อยื่นหนังสือลาออกต่อสมเด็จพระราชินี

ส่วนโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีใหม่ตามข้อตกลงระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรค เสรีประชาธิปไตยนั้น นายเคลก จะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และพรรคเสรีประชาธิปไตยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีอีก 4 ที่นั่ง ส่วนในฝั่งคณะรัฐมนตรีของคาเมรอนนั้น นายวิลเลียม เฮก อดีตผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยมจะได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ส่วนนายจอร์จ ออสบอร์น ส.ส.ระดับอาวุโสจะเป็นรัฐมนตรีคลังและนายเลียม ฟอกซ์ ส.ส.จะเป็นเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ส่วนตำแหน่งอื่นๆยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ เป็นผู้นำโลกคนแรกที่ต่อโทรศัพท์แสดงความยินดีต่อนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ พร้อมกับเชิญให้ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยประธานาธิบดีโอบาม่า ได้โทรศัพท์ถึงผู้นำคนล่าสุดของชาติพันธมิตรของสหรัฐ เมื่อวันอังคาร หรือเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนายคาเมรอน วัย 43 ปี ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่หนุ่มที่สุดของอังกฤษ ในรอบเกือบ 200 ปี หลังจากการลาออกของนายกอร์ดอน บราวน์ และเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธ ที่ 2 เพื่อรับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

ทำเนียบขาวของ สหรัฐ และทำเนียบนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ระบุว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือกันถึงประเด็นอิหร่านและอัฟกานิสถาน โดยที่ประธานาธิบดีโอบาม่าเป็นฝ่ายโทรศัพท์จากห้องทำงานรูปไข่ และบอกว่าสหรัฐไม่มีเพื่อนและพันธมิตรที่ใกล้ชิดไปกว่าสหราชอาณา จักรอีกแล้ว และตั้งตารอที่จะพบกับนายคาเมรอน ในการประชุมสุดยอด จี 8 และ จี 20 ในเดือนมิถุนายน เขายังเชิญให้นายคาเมรอนและนางซาแมนธ่า ภรรยา ไปเยือนสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคมอีกด้วย

ประธานาธิบดีโอบาม่า ยังได้กล่าวขอบคุณนายบราวน์ สำหรับมิตรภาพและการทำงานในฐานะผู้นำพรรครัฐบาลแรงงานที่ได้อำลาตำแหน่งไป เขาบอกว่า บราวน์เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในช่วงเวลาอันท้าทาย และเขาสำนึกในความเป็นพันธมิตรของบราวน์

พรรคอนุรักษ์นิยมของนายคาเมรอน ได้ที่นั่งมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ไม่มากพอที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หลังการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และเขาได้เจรจากับพรรคเสรีประชาธิปไตยเพื่อร่วมกันตั้งรัฐบาลผสม

ทำเนียบ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุด้วยว่า นายคาเมรอน ได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากนายกรัฐมนตรี แองเจล่า แมร์เคล ของเยอรมนีด้วย และยังได้เชิญเขาไปเยือนกรุงเบอร์ลิน โดยเร็วที่สุดถ้ามีโอกาส ทั้งยังหารือกันถึงประเด็นเศรษฐกิจโลก และประเด็นยุโรปด้วย ส่วนผู้นำคนอื่น ๆ ที่ทะยอยโทรศัพท์แสดงความยินดี ได้รวมถึง นายกรัฐมนตรีสตีเฟ่น ฮาร์เปอร์ ของแคนาดา นายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ ของออสเตรเลีย ส่วนนายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ ของนิวซีแลนด์ ได้ใช้วิธีส่งสารแสดงความยินดี

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4665

'มาร์ค'งัดแผน ตัดน้ำ-ไฟ บีบม็อบยุติชุมนุม

ครม.ถกม็อบเสื้อแดงเมินยุติการชุมนุม นายกรัฐมนตรี เข้าตาจนงัดแผนตัด น้ำ-ตัดไฟบีบม็อบเสื้อแดง ครม.ยุแดงเบี้ยวยื้อชุมนุมไม่เลิก คว่ำโรดแม็ปเลิกยุบสภา.....

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้นำเอกสารศอฉ.จำนวน 2 หน้า สรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยรายงานตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมว่า ในช่วงตอนกลางวันจะมีประมาณ 6,000-7,000คน ส่วนช่วงตอนกลางวัน จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 13,000คน ซึ่งกลุ่ม นปช.ยังไม่มีท่าทีที่จะเคลื่อนไหว แต่จะเน้นการเคลื่อนไหวการร้องเรียนต่อองค์กรระหว่างประเทศ



นอกจาก นี้ ในช่วงท้ายเมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาตามระเบียบวาระการประชุมแล้ว นายกฯได้หยิบยกเรื่องการดำเนินการตามแผนการปรองดอง หรือโรดแม็ป 5 ข้อ และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาหารือ โดยนายกฯได้สอบถามและให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยุติการชุมนุมจะทำอย่างไรต่อไป การยุบสภาจะยังคงมีต่อไปหรือไม่ จากนั้นได้เก็บเอกสารคืน

ทั้งนี้ บรรดารัฐมนตรีส่วนใหญ่ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมเข้าร่วมกระบวนการปรองดอง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอ การยุบสภาก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไป อาทิ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง โดยนายไตรรงค์ ระบุว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมตอบรับทำตามข้อเสนอในโรดแม็ป ทางรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องต้องไปทำตามโรดแม็ปที่เสนอเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องไปยุบสภาและกำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย. ขณะที่นายชุมพล กล่าวว่า ขณะนี้เราต้องเร่งแก้ไขปัญหา มีสิ่งที่ต้องทำ 2 อย่างคือ 1. เราทำเพื่ออยากจะออกจากเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ และ 2 . การแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องของวันข้างหน้า จะมีการดำเนินคดีอย่างไรก็ว่ากันไป แต่วันนี้เราอยากออกจากเหตุการณ์ก่อน

ด้าน นายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมเขาไม่พูดให้ชัดเจนว่า จะทำอะไรอย่างไรให้ชัดเจน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าจะทำอะไรที่ชัดเจนออกไป ถ้านายกฯไม่แสดงความชัดเจนทางฝ่ายโน้นก็ปวดหัวกันไปเอง ขอให้ครม.รับทราบกันไว้เพื่อจะได้ตอบให้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ในตอนหนึ่งนายสุเทพ ยังได้กล่าวติดตลกกับครม.ด้วยว่า "เมื่อช่วงเช้าผมเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมา แล้ว แต่ผมไม่ได้ซัดทอดใครนะ” ทำให้ครม.ต่างส่งเสียงหัวเราะไปตาม ๆกัน

ขณะ ที่นายกฯ กล่าวในที่ประชุมครม.ว่า ข้อเสนอตามแผนการปรองดองเราก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าม็อบยังไม่ยุติการชุมนุมก็จะต้องมีมาตรการหลายอย่างที่ต้องทำกันต่อไป โดยทำเป็นแผนระยะสั้น แบบชั่วคราว

“อาจจะต้องรบกวนให้รัฐมนตรีและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยกันไปชี้แจงกับ ประชาชนในบริเวณพื้นที่การชุมนุมและใกล้เคียงโดยขอความร่วมมือว่าอาจต้อง เดือดร้อนกันมากขึ้นเป็นการชั่วคราว เพราะอาจจะต้องมีการตัดน้ำ ตัดไฟ หรือต้องอพยพคนในบริเวณนั้นออกมา และใกล้ที่จะเปิดเทอมแล้ว”นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณวี รมว.ไอซีที ยังได้เสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติงบประมาณ จากงบกลาง จำนวน 530 ล้านบาท เพื่อนำมาในการดูแลควบคุมเว็บไซต์ต่างๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตามทางนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ได้แสดงความเห็นสวนขึ้นมาทันทีว่า ความจริงแล้วโครงการดังกล่าวทางกระทรวงยุติธรรมเองก็มีแนวคิดที่จะดำเนินการ อยู่แล้วเหมือนกัน นายกฯจึงได้กล่าวขึ้นมา โครงการดังกล่าวนี้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ตนก็เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการ แต่ว่าไม่อยากจะให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดแบบต่างคนต่างคน แต่ควรให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประกอบด้วย กระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรมและสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอสรุปว่าให้ครม.อนุมัติหลักการในหลักการกรอบงบประมาณตามที่เสนอไว้ และให้นำงบประมาณไปอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อจะใช้จ่ายงบประมาณก็ให้ทั้ง 3 หน่วยงานมาหารือร่วมกัน.

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4664

หยอดกระปุกพิสูจน์รักแท้วันแต่งนับได้1.6แสน




หนุ่มเมืองคอนพิสูจน์ รักแท้หยอดออมสินแต่งครูสาวชื่นมื่น ฮือฮาวันแต่งหามกระปุกยักษ์มอบเป็นสินสอด พบเหรียญรวมกว่า 1.6 แสนบาท

(11พ.ค.) นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ส.ส.เขต 4 จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตนเอง ได้รับเชิญไปเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของคู่บ่าวสาว โดยฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นญาติสนิทมีศักดิ์เป็นน้องชายของตน (ลูกพี่ลูกน้อง..ลูกของอา)คือนายอภิเดช วิชัยกุล อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 7 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ส่วนเจ้าสาวคือ น.ส.อัญธิกา ทิพย์มนตรี อายุ 25 ปี ครูสอนโรงเรียนบ้านเปร็ต อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โดยพิธีมงคลสมรสจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าสาวเลขที่ 126/1 หมู่ 5 ต.เสาเภา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2553 ที่ผ่านมา

สิ่งที่แปลกกว่างานแต่งงานหรือพิธีวิวาห์ทั่วไป ๆ คือในขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวได้นำเอากระปุกออกสินยักษ์ ซึ่งทำด้วยกระป๋องน้ำพลาสติกขนาดบรรจุน้ำ 20 ลิตร ภายในใส่เหรียญเงินตั้งแต่มูลค่าเหรียญละ 25 สตางค์ถึงเหรียญละ 10 บาท เต็มกระป๋องไปมอบให้กับเจ้าสาวเป็นค่าสินสอด ซึ่งในขบวนแห่ขันหมากของฝ่ายเจ้าบ่าวไปยังบ้านของเจ้าสาวต้องเดินเท้าเข้าไป หลายร้อยเมตร นายอภิเดช เจ้าบ่าว ได้ใช้ผ้าสีแดงห่อกระป๋องน้ำที่หยอดเหรียญใส่ไว้ข้างในเต็มกระป๋องหนัก ประมาณ 30-40 กิโลกรัม และใช้หวายทำเป็นสาแหรกสอดไม้คานหาม ให้เพื่อนเจ้าบ่าว 2 คน หามไปยังบ้านของเจ้าสาว หลังจากเสร็จสิ้นพิธีมงคลสมรสญาติ ๆ ของฝ่ายเจ้าสาวได้ช่วยกันนับเหรียญที่เทออกมาจากกระป๋องน้ำ ได้จำนวนรวมกว่า 1.6 แสนบาท

นายอภิเดช เจ้าบ่าว เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนเรียนจบระดับ ปวช. จาก สถาบันการศึกษาใน จ..สุราษฏร์ธานี ได้กลับมาช่วยครอบครัว ทำการเกษตรจนมีโอกาสได้พบกับ น.ส.อัญธิมา ซึ่งกำลังเรียนระดับมัธยมปลาย ตนและฝ่ายหญิงได้สัญญากันด้วยวาจาว่าหากฝ่ายหญิงเรียนจบก็จะไปสู่ขอแต่งงานด้วย จากนั้นตนได้เริ่มต้นทำธุรกิจน้ำดื่มยี่ห้อ ”แฟมิลี่” ซึ่งเงินที่ได้จากการจำหน่ายน้ำดื่มส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญ จึงได้นำเหรียญที่ได้ทั้งหมดซึ่งถือเป็นกำไรมาหยอดใส่กระป๋องน้ำขนาด 20 ลิตร โดยตนทำธุรกิจจำหน่ายน้ำดื่มอยู่นาน 7 ปี ในขณะที่ฝ่ายหญิงเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ.ปัตตานี และเจ้าสาวเข้าทำงานเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านเปร็ต อ.ขนอม จึงเริ่มปรึกษาถึงเรื่องการแต่งงาน

“ครอบครัวผมรวบรวมเงินให้ผมกว่า 1 แสนบาท เพื่อใช้เป็นสินสอดให้กับทางพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ยอมรับเงินช่วยเหลือ แต่จะขอใช้เงินเหรียญที่หยอดใส่กระป๋องน้ำมาตลอด 7 ปี โดยไม่เคยนับว่ามีจำนวนเท่าไร่และได้ไปมอบให้กับพ่อแม่เจ้าสาวในวันแต่งงาน จนเมื่อมีการนับเงินในกระป๋องน้ำได้มากถึงกว่า 1.6 แสนบาท ผมมั่นใจในตัวเจ้าสาว เพราะตลอดเวลา7 ปีแม้จะสัญญากันด้วยวาจา แต่ก็มั่นคงในคำมั่นสัญญา" นายอภิเดช กล่าว

นางสาวอัญธิกา กล่าวว่า หลังจากที่ให้คำมั่นสัญญาต่อกันเมื่อ 7-8 ปีก่อน ตนพบว่าฝ่ายชายเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ขยันทำมาหากิน โดยเมื่อทราบเก็บเงินด้วยการหยอดกระปุกซึ่งทำด้วยกระป๋องน้ำยิ่งทำให้ตนมั่น ใจและรักในผู้ชายคนนี้มากยิ่งขึ้น การที่ฝ่ายชายอายุ 32 ปี มากกว่าตน 7- 8 ปี ยิ่งทำให้มั่นใจในความเป็นผู้ใหญ่ ที่จะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี

ที่มา
http://ithai.jp/?m=pc&a=page_n_inew_detail&target_n_inew_id=4663

11 พฤษภาคม 2553

ทวดมหัศจรรย์วัย81 โชว์พลังเสียงสะกดใจชาวอังกฤษ



ภาพจาก : www.dailymail.co.uk

ทวด เจนีย์ คัตเลอร์

"เจนีย์ คัตเลอร์" ทวด 81 ปี พกความมั่นใจใส่กระเป๋ามาร้องเพลงออดิชั่นในรายการ บริเทน'ส ก็อต ทาเลนท์ เวทีเดียวกันที่ทำให้ป้าเฉิ่ม "ซูซาน บอยล์" ดังเป็นพลุแตก...

สำนัก ข่าวเดลีเมล รายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ว่า คุณทวด เจนีย์ คัตเลอร์ วัย 81 ปี พกความมั่นใจเต็มกระเป๋า และเสียงร้องอันทรงพลัง มาออดิชั่นในรายการ บริเทน'ส ก็อต ทาเลนท์ (Britain's Got TalentJarney) รายการเดียวกับที่คุณป้าเฉิ่ม ซูซาน บอยล์ แจ้งเกิดและโด่งดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืน

สำหรับคุณทวดคัตเลอร์นั้น ควงไมค์มาร้องเพลงคลาสสิก ของ เอดิทห์ ปิอาฟ ที่ดัดแปลงมาจากบทเพลงฝรั่งเศส ชื่อว่า "นง, เฌอ เนอ เรอแกรตต์ เรียง" "Non, Je Ne Regrette Rien" ซึ่งหมายความว่า "ไม่, ฉันไม่เสียใจเลย" โดยคุณทวดต้องการสื่อถึงการจากไปของสามีทั้ง 2 คน ขณะที่กำลังมีลูกด้วยกัน นับเป็นเรื่องที่สุดแสนสะเทือนใจต่อคุณทวดคัตเลอร์เป็นอย่างยิ่ง

ค่ำคืนนั้น เสียงขับร้องของคุณทวดทำผู้ชมทั้งห้องส่ง รวมถึงบรรดากรรมการ อดใจไม่ไหวที่จะลุกขึ้นปรบมือให้คุณทวดดังกึกก้อง ซึ่งขณะนี้คุณทวดคัตเลอร์ได้ฉายาใหม่ว่า "นูโบ" คล้ายกับฉายาของป้าบอยล์ "ซูโบ" เมื่อปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามคุณยายคัตเลอร์นั้น มีลูกมากถึง 7 คน และมีหลานแล้ว 12 คนด้วยกัน

ชมคุณทวดคัตเลอร์ร้อง เพลงในรอบออดิชั่นได้ที่นี่